ประกันภัย | ประกันภัยรถยนต์ | ประกันอัคคีภัย | ประกันภัยการเดินทางสบายใจทั่วโลก | ซื้อประกันออนไลน์ TIPinsure.com
เกี่ยวกับเรา
ประวัติบริษัท โครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โครงสร้างบริษัท ประวัติกรรมการ ประวัติกรรมการ ประวัติผู้บริหาร ประวัติผู้บริหาร การกำกับดูแลกิจการที่ดี การกำกับดูแลกิจการที่ดี ฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงาน กิจกรรมเพื่อสังคม ดาวน์โหลด
ข้อบังคับ
ข้อบังคับ
ของ
บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

หมวดที่ 1 บททั่วไป
ข้อ 1. ข้อบังคับนี้ เรียกว่า ข้อบังคับของ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ข้อ 2. คำว่า" บริษัท" ในข้อบังคับนี้ หมายถึง บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ข้อ 3.

ข้อความอื่น ที่มิได้กล่าวไว้ในข้อบังคับนี้ ให้ถือและบังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด ทุกประการ
ในกรณีที่บริษัท หรือบริษัทย่อยตกลงเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน หรือรายการเกี่ยวกับการได้มา หรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สินของบริษัท หรือบริษัทย่อย ตามความหมายที่กำหนดตามประกาศตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ใช้บังคับกับการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันบริษัทจดทะเบียน หรือการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สินของบริษัทจดทะเบียน แล้วแต่กรณี ให้บริษัทปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่ประกาศดังกล่าว กำหนดไว้ในเรื่องนั้นๆ ด้วย
ถ้าข้อความใดในข้อบังคับนี้ ขัดแย้งกับข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามที่ได้กล่าวในวรรคสองให้ใช้ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือข้อกำหนดดังกล่าวบังคับ
หมวดที่ 2 การออกหุ้น
ข้อ 4. หุ้นของบริษัทเป็นหุ้นสามัญ มีมูลค่าหุ้นละหนึ่งบาทถ้วน (1.-)
ข้อ 5. การชำระเงินค่าหุ้น ต้องใช้เป็นเงินครั้งเดียวจนเต็มมูลค่า ผู้จองหุ้นหรือผู้ซื้อหุ้นจะขอหักกลบลบหนี้กับบริษัทไม่ได้
ข้อ 6. ใบหุ้นของบริษัทเป็นชนิดที่ระบุชื่อผู้ถือหุ้น และต้องมีกรรมการอย่างน้อยหนึ่งคน ลงลายมือชื่อ และประทับตราสำคัญของบริษัท แต่กรรมการจะมอบหมายให้นายทะเบียนหุ้นตามกฏหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ลงหรือพิมพ์ลายมือชื่อแทนก้ได้ โดยไม่ต้องประทับตราสำคัญของบริษัท
ข้อ 7. ถ้าบุคคลตั้งแต่ 2 (สอง) คนขึ้นไป จองหุ้นหรือถือหุ้นเดียว หรือหลายหุ้นร่วมกัน บุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดชอบร่วมกันในการส่งใช้เงินค่าหุ้นและเงินที่สูงกว่ามูลค่าหุ้น และต้องแต่งตั้งให้บุคคลในจำนวนนั้น แต่เพียงคนเดียว เป็นผู้ใช้สิทธิในฐานะเป็นผู้จองหุ้นหรือผู้ถือหุ้น แล้วแต่กรณี
ข้อ 8. บริษัทจะออกใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นภายใน 2 (สอง) เดือน นับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนบริษัท หรือนับแต่วันที่ได้รับเงินค่าหุ้นครบถ้วน ในกรณีจำหน่ายหุ้นที่ออกใหม่ ภายหลักจดทะเบียนบริษัท
ข้อ 9.
ใบหุ้นฉบับใดสูญหาย ลบเลือน หรือชำรุดในสาระสำคัญ โดยที่ผู้ถือหุ้นสามารถนำฉบับที่ชำรุดมาเปลี่ยนได้ก็ดี หรือไม่สามารถจะนำส่งโดยสูญหายก็ดี ผู้ถือหุ้นสามารถร้องขอให้บริษัทออกใบหุ้นฉบับใหม่แทนได้ แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กฏหมายกำหนด โดยบริษัทจะออกใบหุ้นใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นภายใน 14 (สิบสี่) วัน นับแต่วันได้รับคำร้องขอ
ในกรณีใบหุ้นสูญหายหรือถูกทำลาย ผู้ถือหุ้นจะต้องนำหลักฐานการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน หรือหลักฐานอื่นใดที่ชอบด้วยกฏหมายมาแสดงต่อบริษัท ส่วนกรณีใบหุ้นลบเลือนหรือชำรุด ผู้ถือหุ้นต้องเวนคืนใบหุ้น
ข้อ 10. ห้ามมิให้บริษัทเป็นเจ้าของหุ้น หรือรับจำนำหุ้นของบริษัทเอง
ข้อ 11. โดยมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น บริษัทอาจออกตราสารต่อไปนี้
11.1
หุ้นกู้ หรือหุ้นกู้ชนิดแปรสภาพเป็นหุ้นสามัญได้
11.2 หลักทรัพย์ทุกชนิด ตามบทบัญญัติของกฏหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
11.3
ใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหุ้น ใบสำคัญแสดงสิทธิการซื้อหุ้นกู้หรือหลักทรัพย์ที่ระบุไว้ในข้อ 11.1 และ 11.2
ข้อ 12.
บริษัทจะมอบหมายให้บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือบริษัทหนึ่ง บริษัทใด หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นนายทะเบียนหุ้นก็ได้
ในกรณีที่บริษัทมอบหมายให้บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นนายทะเบียนหุ้นของบริษัท วิธีปฏิบัติที่เกี่ยวกับงานทะเบียนของบริษัท ให้เป็นไปตามที่นายทะเบียนหุ้นกำหนด
หมวดที่ 3 การโอนหุ้น
ข้อ 13. หุ้นของบริษัทโอนได้โดยไม่มีข้อจำกัด เว้นแต่การโอนหุ้นนั้น เป็นเหตุให้มีคนต่างด้าวถือหุ้นอยู่ในบริษัทเกินกว่าร้อยละ 25 (ยี่สิบห้า) ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
ข้อ 14.
การโอนหุ้นย่อมสมบูรณ์เมื่อผู้โอนได้สลักหลังใบหุ้น โดยระบุชื่อผู้รับโอนและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน และส่งมอบใบหุ้นให้แก่ผู้รับโอนหุ้น การโอนหุ้นใช้ยันบริษัทได้เมื่อบริษัทได้รับคำร้องขอให้ลงทะเบียนการโอนหุ้นแล้ว
ในกรณีที่หุ้นของบริษัทเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การโอนหุ้นให้เป็นไปตามกฏหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เมื่อบริษัทเห็นว่าการโอนหุ้นถูกต้องตามกฏหมาย ให้บริษัทลงทะเบียนการโอนหุ้นภายใน 14 (สิบสี่) วัน นับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ หากการโอนหุ้นไม่ถูกต้องสมบูรณ์ ให้บริษัทแจ้งแก่ผู้ยื่นคำร้องภายใน 7 (เจ็ด) วัน
ข้อ 15. กรณีผู้รับโอนหุ้น ประสงค์จะได้รับใบหุ้นใหม่ ให้ร้องขอต่อบริษัท โดยทำหนังสือลงลายมือชื่อของผู้รับโอนหุ้น และมีพยานหนึ่งคนลงลายมือชื่อรับรอง พร้อมกับคืนใบหุ้นเดิมให้แก่บริษัท ในกรณีนี้ หากบริษัทเห็นว่าการโอนหุ้นถูกต้องตามกฏหมายแล้ว ให้บริษัทลงทะเบียนการโอนหุ้นภายใน 7 (เจ็ด) วัน นับแต่วันได้รับคำร้องขอและออกใบหุ้นใหม่ภายใน 1 (หนึ่ง) เดือน นับแต่วันได้รับคำร้องขอ
ข้อ 16. ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทตาย หรือล้มละลาย อันเป็นเหตุให้บุคคลใดมีสิทธิในหุ้นนั้น ถ้าบุคคลนั้นได้นำหลักฐานที่ชอบด้วยกฏหมายมาแสดงครบถ้วนแล้ว ให้บริษัทลงทะเบียนและออกใบหุ้นให้ใหม่ภายใน 1 (หนึ่ง) เดือน นับแต่วันที่ได้รับหลักฐานครบถ้วน
ข้อ 17. ในระหว่าง 21 (ยี่สิบเอ็ด) วัน ก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นแต่ละครั้ง บริษัทจะงดรับลงทะเบียนการโอนหุ้นก็ได้ โดยประกาศให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้า ณ สำนักงานใหญ่ และสำนักงานสาขาของบริษัททุกแห่งไม่น้อยกว่า 14 (สิบสี่) วัน ก่อนวันเริ่มงดรับลงทะเบียนการโอนหุ้น
ข้อ 18. หุ้นบุริมสิทธิหรือหุ้นกู้ชนิดที่แปรสภาพเป็นหุ้นสามัญได้ ในการแปลงเป็นหุ้นสามัญให้ผู้ถือหุ้นดังกล่าวยื่นคำขอแปลงหุ้นต่อบริษัทพร้อมกับส่งมอบใบหุ้นคืน การแปลงเป็นหุ้นสามัญนี้ ให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอในการนี้ บริษัทจะออกใบหุ้นใหม่ให้แก่ผู้ขอภายใน 14 (สิบสี่) วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ
ข้อ 19.
การโอนหลักทรัพย์ชนิดอื่นที่ออกตามความในข้อ 11 ให้เป็นไปตามกฏหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
หมวดที่ 4 คณะกรรรมการ
ข้อ 20. ให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นผู้กำหนดจำนวนกรรมการ แต่ต้องไม่น้อยกว่า 5 (ห้า) คน อย่างมากไม่เกิน 20 (ยี่สิบ) คน และกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด ต้องมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร
ข้อ 21.
การเลือกตั้งกรรมการของบริษัทให้กระทำโดยที่ประชุมผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้
21.1 ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งมีคะแนนเสียงเท่ากับหนึ่งหุ้นต่อหนึ่งเสียง
21.2 ในการเลือกกรรมการ อาจใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนเลือกกรรมการ เป็นรายบุคคลคราวละคนหรือคราวละหลายคน รวมเป็นคณะตามแต่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะเห็นสมควร แต่ในการลงมติแต่ละครั้งผู้ถือหุ้นต้องออกเสียงด้วยคะแนนที่มีอยู่ทั้งหมด จะแบ่งคะแนนเสียงแก่คนใด หรือคณะใด มากน้อยเพียงใดไม่ได้
21.3 การออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการ ให้ใช้เสียงข้างมาก หากมีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ผู้เป็นประธานที่ประชุมเป็นผู้ออกเสียงชี้ขาด
ข้อ 22.
ในการประชุมสามัญประจำปีทุกครั้ง ให้กรรมการออกจากตำแหน่งหนึ่งในสามเป็นอัตรา ถ้าจำนวนกรรมการที่จะแบ่งออกให้ตรงเป็นสามส่วนไม่ได้ ก็ให้ออกโดยจำนวนใกล้ที่สุดกับส่วนหนึ่งในสาม
กรรมการที่จะต้องออกจากตำแหน่งในปีแรก และปีที่สองภายหลังจดทะเบียนบริษัทนั้น ให้จับสลากกันว่าผู้ใดจะออก ส่วนปีหลังต่อไป ให้กรรมการที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดนั้น เป็นผู้ออกจากตำแหน่ง
กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระในข้อนี้ อาจได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาเป็นกรรมการใหม่ได้
ข้อ 23. นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
23.1 ตาย
23.2 ลาออก
23.3 ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535
23.4 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติให้ออก ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ ของผู้มาประชุม และมีสิทธิออกเสียงและมีหุ้นนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นของผู้มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง
23.5 ศาลมีคำสั่งให้ออก
ข้อ 24.
กรรมการคนใดจะลาออกจากตำแหน่งให้ยื่นใบลาออกต่อบริษัท การลาออกมีผลนับแต่วันที่ใบลาออกไปถึงบริษัท
กรรมการซึ่งลาออกตามวรรคหนึ่ง จะแจ้งการลาออกของตนให้นายทะเบียนทราบด้วยก็ได้
ข้อ 25.
ในกรณีตำแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่น นอกจากถึงคราวออกตามวาระให้คณะกรรมการเลือกบุคคล ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณธต้องห้ามตามกฏหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด เข้ามาเป็นกรรมการแทนในการประชุมคณะกรรมการคราวถัดไป เว้นแต่วาระของกรรมการจะเหลือน้อยกว่าสองเดือน
มติของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่งต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการที่ยังเหลืออยู่
บุคคลซึ่งเข้าเป็นกรรมการแทนตามวรรคหนึ่ง จะอยู่ในตำแหน่งกรรมการได้เพียงเท่าวาระที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการที่ตนแทน
ข้อ 26. กรรมการจะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทหรือไม่ก็ได้
ข้อ 27. ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร จะเลือกกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นรองประธานกรรมการก็ได้ รองประธานกรรมการมีหน้าที่ตามข้อบังคับในกิจการ ซึ่งประธานกรรมการมอบหมาย
ข้อ 28. คณะกรรมการของบริษัทต้องประชุมอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง ณ ท้องที่อันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ สำนักงานสาขา หรือจังหวัดใกล้เคียง
ข้อ 29.
ในการประชุมคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้ามีรองประธานกรรมการ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธาน ถ้าไม่มีรองประธานกรรมการ หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุมการวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน เว้นแต่กรรมการซึ่งมีส่วนได้เสียในเรื่องใด ไม่มีสิทธิออกเสียงในเรื่องนั้น ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ 30.
ในการเรียกประชุมคณะกรรมการ ให้ประธานกรรมการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายส่งหนังสือนัดประชุมไปยังกรรมการไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันประชุม เว้นแต่ในกรณีจำเป็นรีบด่วนเพื่อรักษาสิทธิหรือประโยชน์ของบริษัท จะแจ้งนัดประชุมโดยวิธีอื่น และกำหนดวันประชุมให้เร็วกว่านั้นได้
ถ้ากรรมการตั้งแต่สองคนขึ้นไป ร้องขอให้เรียกประชุมคณะกรรมการ ให้ประธานกรรมการกำหนดวันประชุมภายใน 14 (สิบสี่) วันนับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ
ข้อ 31.
กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฏหมาย วัตถุประสงค์ และข้อบังคับของบริษัทตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น
คณะกรรมการอาจมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่ง หรือหลายคนหรือบุคคลอื่นใด ปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งแทนคณะกรรมการก็ได้
ข้อ 32. ห้ามมิให้คณะกรรมการประกอบกิจการอันมีสภาพอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัท หรือเข้าเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือเป็นกรรมการของบริษัทเอกชนหรือบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการอันมีสภาพอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัท ไม่ว่าจะทำเพื่อประโยชน์ตน หรือประโยชน์ผู้อื่น เว้นแต่จะได้แจ้งให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบก่อนที่จะมีมติแต่งตั้ง
ข้อ 33. กรรมการต้องแจ้งให้บริษัททราบโดยไม่ชักช้า หากมีส่วนได้เสียในส่วนที่ทำสัญญากับบริษัทหรือถือหุ้น หรอืหุ้นกู้เพิ่มขึ้นหรือลดลงในบริษัทหรือ บริษัทในเครือ
ข้อ 34. ให้คณะกรรมการมีอำนาจตั้งสำนักงานสาขา หรือเลิกสำนักงานสาขาของบริษัทได้
ข้อ 35.
อำนาจกรรมการที่จะทำนิติกรรมผูกพันบริษัท คือกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกัน และประทับตราสำคัญของบริษัท
ข้อ 36. คณะกรรมการมีอำนาจพิจารณากำหนด และแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อกรรมการซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัท ในการทำนิติกรรมต่างๆ แทนบริษัท
ข้อ 37.
กรรมการมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทในรูปของเงินรางวัล เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส หรือผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะอื่น ตามข้อบังคับหรือตามที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะพิจารณา ซึ่งทีประชุมผู้ถือหุ้นอาจกำหนดเป็นจำนวนแน่นอน หรือวางเป็นหลักเกณฑ์ และจะกำหนดไว้เป็นคราวๆ ไป หรือจะให้มีผลตลอดไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ได้ และนอกจากนั้น ให้ได้รับเบี้ยเลี้ยงและสวัสดิการต่างๆ ตามระเบียบของบริษัท
ความในวรรคหนึ่ง ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของพนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัท ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการ ในอันที่จะได้รับค่าตอบแทน และผลประโยชน์ในฐานะที่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของบริษัท
หมวดที่ 5 การประชุมผู้ถือหุ้น
ข้อ 38. คณะกรรมการต้องจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้น เป็นการประชุมสามัญประจำปี ภายใน 4 (สี่) เดือน นับแต่วันสิ้นสุดของรองปีบัญชีของบริษัท การประชุมผู้ถือหุ้นคราวอื่น นอกจากที่กล่าวแล้ว ให้เรียกว่า การประชุมวิสามัญ คณะกรรมการจะเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการประชุมวิสามัญเมื่อใดก็ได้ สุดแต่จะเห็นสมควร หรือผู้ถือหุ้นรวมกันนับจำนวนหุ้นได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด หรือผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 25 (ยี่สิบห้า) คน ซึ่งมีหุ้นนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด จะเข้าชื่อกันทำหนังสือขอให้คณะกรรมการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการประชุมวิสามัญเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องระบุเหตุผลในการที่ขอให้เรียกประชุมไว้ให้ชัดเจนในหนังสือดังกล่าวด้วย ในกรณีเช่นนี้ คณะกรรมการต้องจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นภายใน 1 (หนึ่ง) เดือน นับแต่วันได้รับหนังสือจากผู้ถือหุ้น
ข้อ 39. ในการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นนั้น ให้คณะกรรมการจัดทำเป็นหนังสือนัดประชุมระบุสถานที่ วัน เวลา ระเบียบวาระการประชุมและเรื่องที่จะเสนอต่อที่ประชุม พร้อมด้วยรายละเอียดตามสมควร โดยระบุให้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่จะเสนอเพื่อทราบ เพื่ออนุมัติ หรือเพื่อพิจารณา แล้วแต่กรณี รวมทั้งความเห็นของคณะกรรมการในเรื่องดังกล่าว และจัดส่งให้ผู้ถือหุ้น และนายทะเบียนทราบไม่น้อยกว่า 7 (เจ็ด) วัน ก่อนวันประชุมและโฆษณาคำบอกกล่าวนัดประชุมในหนังสือพิมพ์ติดต่อกัน 3 (สาม) วัน ก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 3 วัน
ข้อ 40. ในการประชุมผู้ถือหุ้น ต้องมีผู้ถือหุ้นและผู้รับมอบฉันทะจากผู้ถือหุ้น (ถ้ามี) มาประชุมไม่น้อยกว่า 25 (ยี่สิบห้า) คน หรือไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด และต้องมีหุ้นนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในกรณีที่ปรากฏว่าการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งใด เมื่อล่วงเวลานัดไปแล้วถึงหนึ่งชั่วโมง จำนวนผู้ถือหุ้น ซึ่งมาเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุมตามที่กำหนดไว้ หากว่าการประชุมผู้ถือหุ้นได้เรียกนัดเพราะผู้ถือหุ้นร้องขอการประชุมเป็นอันระงับไป ถ้าการประชุมผู้ถือหุ้นนั้น มิใช่เป็นการเรียกประชุมเพราะผู้ถือหุ้นร้องขอ ให้นัดประชุมใหม่และให้ส่งหนังสือนัดประชุมไปยังผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 7 (เจ็ด) วัน ก่อนวันประชุม ในการประชุมครั้งหลังนี้ ไม่บังคับว่าจะต้องครบองค์ประชุม
ข้อ 41.
ประธานกรรมการเป็นประธานของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ในกรณีทีประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้ามีรองประธานกรรมการ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธาน ถ้าไม่มีรองประธานกรรมการ หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุม เลือกผู้ถือหุ้นคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
ในการออกเสียงลงคะแนน ให้ผู้ถือหุ้นมีคะแนนเสียงเท่าจำนวนหุ้นที่ตนถืออยู่ โดยถือว่าหุ้นหนึ่งมีหนึ่งเสียง
การออกเสียงลงคะแนนให้กระทำโดยเปิดเผย เว้นแต่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 5 คนร้องขอ และที่ประชุมลงมติให้ลงคะแนนลับ ก็ให้ลงคะแนนลับ ส่วนวีธีการออกเสียงลงคะแนนลับนั้น ให้เป็นไปตามที่ประธานในที่ประชุมกำหนด
ข้อ 42.
มติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นนั้น ให้ประกอบด้วยคะแนนเสียงดังต่อไปนี้
42.1 ในกรณีปกติ ให้ถือเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและออกเสียงลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นเสียงหนึ่ง เป็นเสียงชี้ขาด
42.2
ในกรณีดังต่อไปนี้ ให้ถือคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้น ซึ่งมาประชุม และมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน
(ก)
การขายหรือการโอนกิจการของบริษัททั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่บุคคลอื่น
(ข)
การซื้อหรือรับโอนกิจการของบริษัทอื่น หรือบริษัทเอกชนมาเป็นของบริษัท
(ค)
การทำ แก้ไข หรือเลิกสัญญาเกี่ยวกับการให้เช่ากิจการของบริษัททั้งหมด หรือบางส่วนที่สำคัญ การมอบหมายให้บุคคลอื่นเข้าจัดการธุรกิจของบริษัทหรือการรวมกิจการกับบุคคลอื่น โดยมีวัตถุประสงค์จะแบ่งกำไรขาดทุนกัน
(ง)
การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิหรือข้อบังคับของบริษัท
(จ)
การเพิ่มทุน การลดทุน การออกหุ้นกู้ หรือหุ้นกู้ชนิดแปรสภาพเป็นหุ้นสามัญได้ การออกหลักทรัพย์ชนิดอื่นตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ การออกใบสำคัญในการจองซื้อหุ้นทุกชนิด
(ฉ)
การควบหรือการเลิกบริษัท
ข้อ 43.
กิจการอันที่ประชุมสามัญประจำปีพึงกระทำมีดังนี้
43.1 พิจารณารายงานของคณะกรรมการที่เสนอต่อที่ประชุม แสดงถึงผลการดำเนินงานของบริษัทในรอบปีที่ผ่านมา
43.2 พิจารณาและอนุมัติงบดุล บัญชีกำไรขาดทุนและรายงานของผู้สอบบัญชี
43.3 พิจารณาอนุมัติจัดสรรเงินกำไรเพื่อจัดสรรเป็นเงินปันผลและเงินสำรอง
43.4 เลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ
43.5 เลือกตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดค่าสอบบัญชี
43.6
กิจการอื่น ๆ
หมวดที่ 6 การบัญชี การเงิน และการสอบบัญชี
ข้อ 44. รอบปีบัญชีของบริษัทเริ่มต้นในวันที่ 1 มกราคม และสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี
ข้อ 45. บริษัทต้องจัดให้มีการทำและเก็บรักษาบัญชี ตลอดจนการสอบบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และต้องจัดทำงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนอย่างน้อยครั้งหนึ่งในรอบ 12 เดือน อันเป็นรอบปีบัญชีของบริษัท
ข้อ 46. คณะกรรมการต้องจัดให้มีการทำงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุน ณ วันสิ้นสุดของรอบปีบัญชีของบริษัท เสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นในการประชุมสามัญประจำปี เพื่อพิจารณาอนุมัติงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนนี้ คณะกรรมการต้องจัดให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบให้เสร็จก่อนนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น
ข้อ 47. คณะกรรมการต้องจัดส่งเอกสารดังต่อไปนี้ให้ผู้ถือหุ้นพร้อมกับหนังสือนัดประชุมสามัญประจำปี
47.1 สำเนางบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบแล้วพร้อมกับรายงานการตรวจสอบ บัญชีของผู้สอบบัญชี
47.2
รายงานประจำปีของคณะกรรมการ
ข้อ 48.
ห้ามมิให้แบ่งเงินปันผลจากเงินประเภทอื่นนอกจากเงินกำไร ในกรณีที่บริษัทยังมีผลขาดทุนสะสมอยู่ ห้ามมิให้แบ่งเงินปันผล เงินปันผลให้แบ่งตามจำนวนหุ้น หุ้นละเท่าๆ กัน
คณะกรรมอาจจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้เป็นครั้งคราว ในเมื่อเห็นว่าบริษัทมีผลกำไรสมควรพอที่จะทำเช่นนั้น และรายงานให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบในการประชุมคราวต่อไป
การจ่ายเงินปันผล ให้กระทำภายใน 1 (หนึ่ง) เดือน นับแต่วันที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือคณะกรรมการลงมติ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ให้แจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้ถือหุ้น และให้โฆษณาคำบอกกล่าวการจ่ายเงินปันผลนั้นในหนังสือพิมพ์ด้วย
ข้อ 49.
บริษัทต้องจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนสำรองไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 (ห้า) ของกำไรสุทธิประจำปี หักด้วยยอดเงินขาดทุนสะสมยกมา (ถ้ามี) จนกว่าทุนสำรองนี้จะมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 (สิบ) ของทุนจดทะเบียน
ข้อ 50. ผู้สอบบัญชีต้องไม่เป็นกรรมการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ดำรงตำแหน่งหน้าที่ใด ๆ ของบริษัท
ข้อ 51.
ผู้สอบบัญชีมีอำนาจตรวจสอบบัญชี เอกสารและหลักฐานอื่นใดที่เกี่ยวกับรายได้ รายจ่าย ตลอดจนทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทในระหว่างเวลาทำการของบริษัท ในการนี้ให้มีอำนาจสอบถามกรรมการ พนักงาน ลูกจ้าง ผู้ดำรงตำแหน่งหน้าที่ใด ๆ ของบริษัท และตัวแทนของบริษัท รวมทั้งให้ชี้แจงข้อเท็จจริง หรือส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทได้
ข้อ 52. ผู้สอบบัญชีมีหน้าที่เข้าร่วมประชุมในการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัททุกครั้งที่มีการพิจารณางบดุล บัญชี กำไรขาดทุนและปัญหาเกี่ยวกับบัญชีของบริษัท เพื่อชี้แจงการตรวจสอบบัญชีต่อผู้ถือหุ้น
หมวดที่ 7 การเพิ่มทุนและการลดทุน
ข้อ 53.
บริษัทจะเพิ่มทุนจากจำนวนที่จดทะเบียนไว้แล้วได้โดยการออกหุ้นใหม่เพิ่มขึ้นซึ่งจะกระทำได้เมื่อ
53.1
หุ้นทั้งหมดได้ออกจำหน่ายและได้รับชำระเงินค่าหุ้นครบถ้วนแล้วหรือในกรณีที่หุ้นยังจำหน่ายไม่หมด หุ้นที่เหลือต้องเป็นหุ้นที่ออกเพื่อรองรับหุ้นแปลงสภาพ หรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น
53.2
ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้น ซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน และ
53.3
นำมติเพิ่มทุนนั้นไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายใน 14 (สิบสี่) วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมลงมติดังกล่าว
ข้อ 54.
หุ้นที่เพิ่มขึ้นตาม ข้อ 53 จะเสนอขายทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ และจะเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นตามส่วนจำนวนที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนมีอยู่แล้วก่อน หรือจะเสนอขายต่อประชาชน หรือบุคคลอื่น ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ ทั้งนี้ ตามมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น
การจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนตามวรรคแรกนั้น ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอาจมอบอำนาจให้แก่คณะกรรมการของบริษัทเป็นผู้กำหนดราคาหุ้นวันที่จำหน่ายหุ้น
ข้อ 55.
บริษัทจะลดทุนจากจำนวนที่จดทะเบียนไว้แล้วก็ได้โดยการลดมูลค่าหุ้นแต่ละหุ้นให้ต่ำลงหรือลดจำนวนหุ้นให้มีน้อยลงก็ได้ โดยมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่ลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน
หมวดที่ 8 บทเพิ่มเติม
ข้อ 56. ตราสำคัญของบริษัทให้ใช้ดังที่ประทับไว้นี้
ข้อ 57.
ข้อบังคับนี้หากมีที่ซึ่งจำเป็นหรือสมควรจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ก็ให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาจัดการเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตามกฎหมาย
    บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)  TIP Call Center โทร. 1736   สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549